สวนป่าหิมพานต์ (Himabhan Garden)

สวนป่าหิมพานต์เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการมาพักผ่อนและชื่นชมธรรมชาติอย่างสงบ และออกกำลังกายด้วยการเดินชมต้นไม้ ดอกไม้ ทิวทัศน์ ในแต่ละสถานที่น่าสนใจต่างๆ ทุกย่างก้าวที่เดินไป ท่านจะพบว่าธรรมชาติมีความงามในตัวของมันเอง ท่านจะได้เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ด้วยตัวอักษร

 

ความสวยงามของดอกไม้บริเวณทางขึ้น

 

บรรยากาศสวยๆและสงบร่มรื่นในสวนป่าหิมพานต์

 

สวนดอกไม้บริเวณทางลง

 

สวนดอกไม้บริเวณทางลง

ติ้วกำลังออกดอก(สีขาว)

 

เรด้าสีม่วง

 

ดอกเสม็ดขาว

 

ธารน้ำใกล้สระศิลาราย

 

ตัวกระเร็นกำลังกินลูกปาล์มน้ำมัน

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ขอแจ้งข่าวความคืบหน้า การก่อสร้างปทุมรัตน์เจดีย์ศรีอารยะวงศ์ ขณะนี้ปูพื้นหินอ่อนเสร็จแล้วทั้งภายในและภายนอก พร้อมทั้งบันไดเจดีย์ ๙๙ ขั้น ส่วนภายนอกองค์เจดีย์กำลังทำนั่งร้านสำหรับขัดผิวดอกบัวและทาสี ภายในกำลังทำซุ้มเพื่อบรรจุพระพุทธรูปปางต่างๆ ตั้งแต่ปางประสูติ ปางตรัสรู้ จนถึงปางปรินิพพาน และสำหรับบรรจุรูปปั้นเหมือนของพระอริยสงฆ์ นอกนั้นยังมีช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างที่ทำด้วยกระจกสีก็พัฒนาไปมากแล้ว จะพยายามให้เสร็จภายใน ๔ เดือน ถ้าไม่มีอุปสรรคมากนัก

 
 

ต้นมะแขว่นลีลา

 

ดอกหางนกยูงฝรั่ง

 

ดอกบลูฮาวาย

 

ลูกอ่อนของต้นสาละ (จะพัฒนาเป็นลูกใหญ่)

 

ดอกกาสะลองคำ

 

ดอกรักดอกขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

 

ต้นและดอกนีออน

 

ลูกต้นระฆังเงินริมสระ "สหัปปาตะ"

 

ดอก Happiness

 

ราชพฤกษ์มักออกพร้อมกับหางนกยูงฝรั่ง

 

ดอกบานเช้า

 

หางนกยูงฝรั่ง

 

ดอกเหลืองอินเดียร่วงเต็มโคนต้นเหมือนปูด้วยพรมสีทอง

 

ดอกกัลปพฤกษ์

 

ดอกลีลาวดี

 

ดอกลีลาวดี

 

ดอกลีลาวดี

 

ดอกลีลาวดี

 

สาละลังกาในอุทยานดอกไม้กำลังบาน

 

ดอก American beauty

 

ฝักกะลูแป

 

พู่จอมพล (กำลังตูม)

 

ตีนเป็ดแดง

 

เทอเรียส้ม

 

ทุกคนที่ได้มาเยือนสวนป่าหิมพานต์ มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สวยทั้งปี” เพราะต้นไม้ดอกไม้ที่นี่ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกดอกออกใบ ให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชม ไม่ซ้ำกันตลอดปี ประกอบกับอากาศบริสุทธิ์และลมพัดเย็นสบาย สมกับที่เขาพูดกันว่า “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย”

ฤดูแล้ง
ส่วนในฤดูแล้ง ก็มีต้นไม้ใหญ่หลายชนิดให้ร่มเงาและให้ดอกสวยงามด้วย ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า สวนป่าหิมพานต์มีความโดดเด่น คือความงามตามธรรมชาติ มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง

ฤดูฝน
ในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่ต้นไม้เจริญเติบโต ส่วนใหญ่จึงเต็มไปด้วยสีเขียว แต่ก็มีดอกไม้บางชนิดที่บานในฤดูนี้ และมีเมฆหมอกลอยคลุมสันเขาผาซ่อนแก้วตลอดเวลา

ฤดูหนาว
ส่วนฤดูหนาวที่นี่ก็อากาศเย็นจัด ซึ่งหนุ่มๆ สาวๆ ต้องการสัมผัส ฤดูที่สบายที่สุดเห็นจะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ดอกไม้สีสรรต่างๆ เริ่มผลิดอกบานสะพรั่งพร้อมกัน สวยงามมาก

สำหรับท่านที่ชอบออกกำลังกายผสมความตื่นเต้น ก็สามารถกระทำได้ด้วยการปีนขึ้นสู่ยอดเขาผาซ่อนแก้ว และถ้าต้องการชมป่าดิบแบบในป่าหิมพานต์ ท่านอาจเดินเลียบเชิงเขา ซึ่งจะได้พบกับป่าธรรมชาติล้วนๆ แล้วค่อยๆ เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ซึ่งท่านจะได้เห็นต้นไม้แปลกๆ ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ส้มโอป่า ต้นกล้วยสูงเกือบ ๑๐ เมตร เมื่อถึงยอดเขาแล้ว

ท่านจะรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าได้ไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งสงบ วิเวก ทั้งนี้ในการเดินจากเชิงเขาถึงยอดสูงสุด ๑,๓๐๐ เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ปกติจะใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง ขาลงจะเร็วกว่าประมาณ ๑ ถึง ๑ ชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่วัยและความแข็งแรงของร่างกาย พวกเด็กนักเรียนที่มาเข้าค่ายที่นี่ สามารถขึ้นถึงยอดเขาภายในเวลาไม่ถึง ๑ ชั่วโมง การเดินเขาแห่งนี้ เดินได้ไม่ยาก ไม่ต้องถึงกับปีนป่าย แต่ไม่แนะนำให้ปีนหน้าผา ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์การปีนเขาและทักษะความชำนาญพิเศษ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้

 

สิ่งที่น่าสนใจ

หินหน้าคน
"หินหน้าคน" นี้ พบครั้งแรกโดยผู้นี้มาเที่ยว และตั้งชื่อให้ว่า "มนุษย์โครมันยอง" ต้องมองมุมนี้ จึงจะเห็นเป็นรูปหน้าคน เกิดขึ้นเอง โดยไม่มีการตกแต่งใด ๆ




หุบตะโก
เดิมบริเวณนี้เป็นหุบที่มีน้ำขังและปลูกอะไรไม่ขึ้น หลังจากจัดการผันน้ำให้ไหลไปตามร่อง ก็สามารถปลูกอะไรก็ได้ แม้แต่ต้นตะโก ซึ่งไม่ชอบน้ำ ก็กลับงามดี




เนินไม้หอม
“วิวจากเนินไม้หอม มองไปทางทิศเหนือในฤดูฝนจะมองเห็นเขาผาซ่อนแก้ว ที่มีเมฆคลุมยอดเขาตลอดเวลา”

“สามารถมองวิวได้รอบตัว โดยเฉพาะทางทิศตะวันตกและทิศใต้ซึ่งเป็นเขาค้อ เห็นได้โล่งและชัดมาก ไม่มีอะไรบังเลย ต้นไม้ที่เห็นคือ พะยอมเจ็ดต้น(จากตอเดียว) ซึ่งเวลามีดอกจะหอมมาก”


สระศิลาราย
"สระศิลาราย” ตั้งอยู่ทิศใต้สุดของสวนป่าฯ เดิมเป็นพื้นที่ค่อนข้างแฉะ แสดงว่าเก็บน้ำอยู่แน่ จึงได้ขุดปรากฏว่าพบหินอยู่ใต้ดินจำนวนมากจนคิดว่าไม่น่าจะเก็บน้ำได้ แต่ปรากฏว่าเก็บน้ำได้ดี แถมได้หินขึ้นมาประดับสวนอีกจำนวนมาก จึงเรียกว่า สระศิลาราย” ตั้งแต่บัดนั้น



ศาลาลมเย็น
วิวมองจากศาลาลมเย็นยามอาทิตย์อัสดง เป็นภาพที่ยากจะลืมเลือน

“ศาลาลมเย็น” เป็นสิ่งก่อสร้างหลังแรกที่สร้างขึ้นมาสำหรับพักผ่อน ทานอาหารกลางวัน บางคนใช้นอนกลางคืนด้วย ตรงนี้ลมแรงมาก เป็นจุดซึ่งทำให้ตัดสินใจซื้อที่ดินผืนแรก เพราะวิวที่มองจากจุดนี้สวยมาก


ถนนโกลเด้นท์
“ถนนโกลเด้นท์” ได้ชื่อจากต้น “Golden Trumpet” ที่ออกดอกสีเหลืองสด สองข้างทางจากประตูถึงสะพานแก้ว ระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตรเศษ




ศาลปู่มุจรินทร์
เป็นสถานที่เคารพบูชา โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองปกปักษ์รักษาคือ องค์เทพพญามุจรินทร์นาคราช โดยมีพระครูวิศิษฎ์พิทยาคม (วราห์ ปุญญวโร) เป็นผู้อัญเชิญและทำพิธีบวงสรวง ทั้งนี้จะขอเล่าประวัติเกี่ยวกับองค์เทพพญามุจรินทร์นาคราช คร่าวๆ ดังนี้

ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ใช้เวลาพักผ่อนโดยลำพัง ๗ สัปดาห์ ซึ่งป็นการพักผ่อนในชั่วระยะเวลาสั้นเหลือเกิน สำหรับผู้ที่ตรากตรำมานานถึง ๖ ปี การพักผ่อนของพระองค์ในครังนี้เรียกว่า เสวยวิมุตติสุข คือการได้รับความสุขที่เกิดจากการหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใดๆ โดยเสด็จประทับในที่ ๗ แห่ง แห่งละ ๗ วัน ซึ่งในสัปดาห์ที่ ๓ นั้น พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ต้นจิก (มุจลินท์) และในช่วงเวลานี้เอง พญามุจรินทร์แผ่พังพานกำบังฝนถวายพระพุทธเจ้า เมื่อขณะเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นมุจลินทร์ ฝนตกมากถึง ๗ วัน พญามุจรินทร์นาคราช มาทำขนดกายรอบพระองค์ ๗ รอบ และแผ่พังพานกำบังฝนถวาย เพื่อป้องกันฝนตกและลม มิให้ถูกพระวรกายของพระพุทธเจ้า หลังจากฝนหายแล้ว พญามุจรินทร์นาคราชคลายขนดออกแปลงร่างเป็นมานพ มายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า ความเชื่อดังกล่าวทำห้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม คือคุ้มครองพระศาสดา

ลานปริศนาธรรม
 “ลานปริศนาธรรม” ตั้งใจให้ผู้ชมได้ไขปริศนาธรรมเอาเอง เข่น เสาหินสี่เหลี่ยมสีดำสนิทหมายถึงอะไร ถัดขึ้นไปเป็นรูปสามเหลี่ยม บนยอดเป็นลูกหินซึ่งเดิมใส ต่อมากลายเป็นสีขาว โดยรอบเป็นน้ำมีพญานาคให้น้ำสี่ตัว พื้นหินอ่อนสีขาวแปดแฉก สีดำแปดแฉก หมายถึงอะไร เป็นต้น



อุทยานดอกไม้
“อุทยานดอกไม้“ ที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบ “ลานปริศนาธรรม” เป็นอุทยานที่เน้นสีสรร มีดอกไม้หลากชนิด หลากสี ทุกฤดูกาล แต่ฤดูฝนอาจจะมีสีเขียวมากไปหน่อย




พุทธชาติ ๓ สี
"พุทธชาติ ๓ สี" ในอุทยานดอกไม้ เป็นไม้เก่าแก่ เคยเห็นตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเห็นที่ไหนออกดอกมากขนาดนี้ นี่ขนาดต้นเดียวนะ ถ้าหลายๆ ต้นคงจะสวยกว่านี้




“ทุ่งทักทอ (สัตว์หิมพานต์)”
“ทุ่งทักทอ” เป็นบริเวณที่มีรูปปั้นสัตว์ป่าหิมพานต์ โดยเริ่มจากทักทอซึ่งเป็นสิงห์ผสมช้าง มีลักษณะตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นช้าง ลำตัวสีม่วงอ่อน นอกจากนั้นก็มี เหมราช เหมราอัสดร สินธพกุญชร มังกรวิหค และยังปั้นเพิ่มเติมอีก เพื่อให้เป็นส่วนป่าหิมพานต์โดยสมบูรณ์

ทุ่งทักทอเป็นสถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินลาดลงจากเชิงเขาผาซ่อนแก้วท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี มีรูปปั้นสัตว์หิมพานต์ไว้จำนวนมาก สัตว์หิมพานต์ ๒ ตัวแรกที่สร้าง ได้แก่ ทักทอ ซึ่งมีลักษณะตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นช้าง กายสีม่วงอ่อน จากนั้นมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น เหมราช, ไกรสรปักษา, เหมราอัสดร (มี ๒ ตัว : ผู้และเมีย), สินธพกุญชร (มี ๒ ตัว), และดุรงค์ไกรสร

ล่าสุดนี้ สมาชิกใหม่แห่งทุ่งทักทอของสวนป่าหิมพานต์ คือ มังกรวิหค ซึ่งมีลักษณะหัวเป็นมังกร มีปีกและหางเหมือนนก กายสีม่วงแก่ ขณะนี้กำลังเตรียมปั้นกรินทร์ปักษา ซึ่งเป็นช้างที่มีร่างกายสีขาว มีหกงา แล้วตามด้วยนกหัสดินลิงค์ ที่มีหัวเป็นแบบคชสีห์ มีพลังเท่ากับช้างห้าเชือกรวมกัน

อนึ่ง เนื่องจากทุ่งทักทอมีระดับน้ำเฉลี่ยสูงกว่าระดับน้ำในสระอโนดาต และสระอื่นๆมาก จึงไม่เหมาะที่จะนำน้ำมาให้ความชุ่มชื้นแก่บรรดาเหล่าต้นไม้บนเนินทักทอได้ โดยเฉพาะฤดูร้อนจะแล้งจัด ฉะนั้น ต้นไม้ที่ขี้นได้ดีจะต้องเป็นชนิดที่ทนแล้งได้นานพอ หรือมิฉะนั้นต้นไม้นั้นจะต้องสามารถสะสมน้ำไว้ในลำต้นให้เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้จนกว่าฝนจะมา ต้นไม้ที่เหมาะได้แก่ ต้นไม้จำพวก กระบองเพชร สนเกือบทุกชนิด ป่านศรนารายณ์ และอะกาเว่ชนิดต่างๆ เช่น อะกาเว่สีทอง อะกาเว่นาคราช ตะโก มะเดื่อ มะชามเฒ่า สีดาดง แก้มอ้น โมกราชินี ต้นไม้ที่เหมาะที่สุด ได้แก่ เบาบับ (Baobab) ซึ่งปกติขึ้นในทะเลทรายในอาฟริกา และออสเตรเลีย ทั้งหมดมี ๘ ชนิด บางชนิดอายุกว่า ๓๐๐๐ ปี และมีขนาดใหญ่ ๕๒ คนโอบ ฉะนั้นในสวนป่าหิมพานต์นี้ กว่าจะได้ดูตอนโตขนาดนั้น คงต้องเกิดอีกหลายชาติ ท่านที่อยากจะเห็นต้นที่โตเต็มที่ เห็นทีจะต้องไปดูที่อาฟริกา

ทิศตะวันตกของเนินทักทอ เป็นบันไดหิน ๙๙ ขั้น ขึ้นสู่ปทุมรัตน์เจดีย์ ซึ่งกำลังสร้างอยู่คาดว่าจะเสร็จภายใน พ.ศ.๒๕๕๓ นี้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขณะนี้โครงสร้างเสร็จถึงระดับชั้นที่ ๒ (๔.๓๐ เมตร) ชั้นต่อไปจะเป็นดอกบัว ๓ ชั้น ต่อจากนั้นเป็นปลีรองรับลูกแก้วใสบริสุทธิขนาด ๓๐๐ มิลลิเมตร ด้านล่างทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงบริเวณที่มีเหมราอัสดง ๒ ตัวยืนเล็มหญ้าคู่กันอยู่ได้ขุดสระน้ำขึ้นมา ๑ สระ เพื่อประกอบเจดีย์ให้สมบูรณ์
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเจดีย์ มีทางเลียบเข้าผ่านน้ำตกผาซ่อนแก้วตามถนนคอแลนไปถึงผาหวู่คง (เกิดจากการที่พายุหวู่คงพัดผ่านเมื่อหลายปีก่อน) แล้วตรงไปยังศาลเจ้าที่ เจ้าปู่เจ้าย่า ผ่านป่าดิบเชิงเขาไปยังลานโพธิ์ ที่มีต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้พันธุ์มาจาต้นศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยพระอาจารย์อริยะวังโสเป็นผู้นำมาให้ และทำพิธีปลูกให้เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๒ นี้เอง

จากลานโพธิ์ไปทางซ้าย เลยสระไม้เอนไปหน่อย มีบันไดหิน ๓๙๑ ขั้น เพื่อขึ้นไปนมัสการพญามุจลินท์นาคราช ณ ศาลปู่มุจลินท์ แต่ถ้าไม่แวะลานโพธิ์ก็สามารถเดินขึ้นไปสู่ยอดเขาผาซ่อนแก้ว ซึ่งสูง ๑๓๐๐ เมตร จากระดับทะเลปานกลางก้ได้ ใช้เวลาเดินไม่ถึง ๑ ชั่วโมงครึ่ง ก็จะถึงยอดเขา ตลอดทางขึ้นยอดเขาต้องผ่านต้นไม้ป่านานาพันธุ์ เมื่อเดินชมทิวทัศน์จากยอดเขาผาซ่อนแก้ว ซึ่งจะมองเห็นพระตำหนักเขาค้อ และอนุสาวรีย์ เรื่อยไปจนถึงหล่มสัก ขากลับสามารถเดินลงมายังศาลปู่มุจลินท์ ก่อนถึงศาลจะผ่านอ่างน้ำซับซึ่งมีน้ำตลอดปี นั่งพัก ล้างหน้าล้างตาจากแอ่งน้ำที่เย็นชื่นใจแล้ว เดินลงมาตามขั้นบันไดดินอีกนิดเดียวก็จะถึงศาลปู่มุจลินท์ หลังจากได้นมัสการและขอพรจาปู่มุจลินท์แล้ว เดินลงบันได ๓๙๑ ขั้น พอถึงพื้นดินแล้วเลี้ยวซ้ายจะไปลานโพธิ์ หรือเดินลงบันไดต่อไปอีก ๓๔๕ ขั้น ก็จะถึงสะพานแก้วและถนนโกลเด้น ที่มีต้นโกลเด้น ทรัมเปต ซึ่งจะออกดอกเหลืออร่าม ๒ ข้างถนนในฤดูหนาว หากไม่ลงบันไดต่อก็เดินไปสวนสน ซึ่งมีสนชนิดต่างๆ มากมาย มีทั้งสวนไม้แคระ และสวนเฟื่องฟ้า ซึ่งสวยงามมากในฤดูหนาว - ฤดูแล้ง

จากสะพานแก้ว ถ้ารู้สึกเมื่อยล้าท่านก็สามารถเดินกลับที่พักโดยผ่านสระเสาวรสที่ร่มรื่น ท่านอาจนั่งพักที่ศาลาเสาวรส ซึ้งเป็นศาลาที่ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ถ้าฤดูกาลเหมาะอาจเก็บลูกหม่อนหวานฉ่ำจากต้นมารับประทานเล่นได้ จากศาลาเสาวรสเดินตามทาง ผ่านดงต้นไม้ ๓ กลีบวงศ์กระดังงา เช่น บุหรงสุราษฎร์ (ดอกยาวประมาณ ๑๕ ซม.) สะบันงาป่า หลังโก่ง ราชครู ข้าวหลาม กล้วยด่าง และอื่นๆ อีกมาก ก่อนจะกลับถึงบ้านพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศาลาเสาวรสเลย

นอกจากนี้ ทางทิศตะวันออกของทุ่งทักทอซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก มีต้นไม้ที่เป็นที่สนใจสำหรับท่านผู้เยือนทุกคน คือ ต้นมักกะลีผล ต้นไม้ที่ออกผลเป็นหญิงสาว มีตำนานเล่าสืบมาว่า ครั้งหนึ่งพระอินทร์ได้เนรมิตต้นมักกะลีผลขึ้น ๑๖ ต้น ออกดอกเป็นช่อ ๆ ละ ๕ ดอก มีผลเป็นหญิงสาวสวยผิวงาม ตาลืมตลอดเวลา พูดไม่ได้ เจ็ดวันถึงหล่นจากต้น เพื่อให้บรรดาคนธรรพ์ โยคี ฤาษี ที่ยังละกามคุณไม่ได้ มาเก็บไว้เป็นคู่ของตน หลังจากหล่นจากต้นแล้ว ๕ เดือน ก็จะเหี่ยว และค่อย ๆ หดตัวลงเหลือนิดเดียวเพราะไม่มีกระดูก

 

พันธุ์ไม้หายาก

สวนป่าหิมพานต์มีนโยบายปลูกต้นไม้ให้มาที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะต้นไม้ที่หาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอก ไม้ใบแปลกๆ แม้เต้นไม้ธรรมดาที่มีลีลาสวยๆ ทั้งนี้เพื่อการศึกษาและอนุรักษ์ มีจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นเองโดยไม่ต้องปลูก เช่น ก้นกรอง โกงกางเขา(ต้น) นางแดง ต้างหลวง ปอตูมหูช้าง ปอคาว กระพี้สีน้ำตาล ก่อ แก่นก้อม และอีกมากที่ไม่รู้จักชื่อ ซึ่งจะทยอยนำรูปพร้อมคุณสมบัติย่อๆ ลงใน Website นี้

 
 

ก้นกรอง

 

ปอคาว

 

กะลูแป

 

กลึงกล่อม

 

กร่าง

 

อุโลก

 

ชุมแสง

 

แจง

 

คงคาเดือด

 

แก้วป่า

 

โพขี้นก

 

มะกล่ำต้น

 

มะค่าโมง

 

มะพอก

 

แดง

 

จันดง




แผนที่การเดินทาง

สามารถไปได้ ๒ ทาง คือ ทางจังหวัดพิษณุโลก หรือทางอำเภอหล่มสัก (จังหวัดเพรชบูรณ์) โดยใช้เส้นทางหลวงสายพิษณุโลก-หล่มสัก (ทางหลวงหมายเลข ๑๒)

เส้นทางที่ ๑
จากพิษณุโลก (หลักกม.๐) เดินทางไปทางหล่มสัก ถึงหลักกม.๑๐๐ ให้ชิดซ้ายผ่านสามแยกไฟแดง ตรงไปจนเลยหลักกม.๑๐๑ ไปเล็กน้อยมองซ้ายมือจะเห็นตัวอักษร "สวนป่าหิมพานต์" ขนาดใหญ่ ขับเข้าขึ้นถนนซ้ายมืออีกประมาณ ๒.๖ กิโลเมตร

เส้นทางที่ ๒
ถ้ามาจาก หล่มสัก ให้ตั้งต้นที่ "แยกพ่อขุน(ผาเมือง)" ตรงไปทางพิษณุโลก ขับลัดเลาะเนินเขา ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ถึงตลาดห้วยไผ่ขับเลยไปนิดจะเห็นชื่อ "สวนป่าหิมพานต์" อยู่ขวามือ ขับตรงไปกลับรถแลยสามแยกไฟจราจร (แยกแคมป์สน) เล็กน้อยแล้วเลี้ยวรถกลับ





http://www.khaokhothailand.com (เขาค้อ ไทยแลนด์ดอทคอม), โทรศัพท์: 08-9206-6080, 08-5158-5953, id line: tahandaonz (ติดต่อโฆษณา)

Find us on Facebook: http://www.facebook.com/khaokho, E-mail: khaokhothailand@gmail.com